“MOTIF” สุดปังผลกำไรพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจ ประกาศกลยุทธจัดเต็มทุกด้านดันเป้าโตต่อเนื่อง

Last updated: 2021-07-14  | 

“MOTIF” สุดปังผลกำไรพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจ  ประกาศกลยุทธจัดเต็มทุกด้านดันเป้าโตต่อเนื่อง

“MOTIF” โชว์รูมนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ระดับลักซ์ชัวรี่จากทั่วโลก ยืนหนึ่งในเรื่องคุณภาพสินค้า Hing-End มายาวนานถึง 17 ปี บนพื้นที่  900  กว่าตารางเมตร ณ ชั้น 4 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ พร้อมตั้งเป้าดันยอดให้โตต่อเนื่ องในปี 2564  แง้มหมัดเด็ดฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโควิด19  ในปี  2564 ดึงมืออาชีพร่วมเติมความแข็งแกร่งปรับกลยุทธการขายทางด้านออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์ให้ตรงกับพฤติกรรมการช้อปของผู้บริโภค เสริมทัพความลักซ์ชัวรี่ด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ “Dutch Design” 



นายอัครรัฐ วรรณรัตน์ Managing Director ของ MOTIF  เผยถึงความสำเร็จของแบรนด์และ การสร้างผลกำไรได้ โตสวนกระแสเศรษฐกิจ ประกอบด้วยหลายปัจจัย พร้อมตั้งเป้ายอดเติบโตต่อเนื่องในปี 2564

การเติบโตของ MOTIF มีอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นได้ชัดในปี 2559 ยอดเราโตขึ้นถึง 30% ต่อมาปี 2560 ก็ขึ้นอีก 30% ซึ่งยอดก็ถือว่าขึ้นเรื่อยๆ และแม้ว่าในปี 2561-2562 ร้านสาขาที่เอราวัณจะปิดตัวลง เพราะหมดสัญญา ร้านหายไป 1 สาขาแต่ยอดเราก็ยังโตขึ้นถึง 10%  ส่วนในปี 2562 ต่อเนื่อง 2563  ภาพรวมโตขึ้น 10-15% แต่อย่างที่ทราบกันว่าเป็นปีที่เริ่มมีสถานการณ์โควิด19 เลยทำให้เหมือนเวลาหายไป 2 เดือน ซึ่งก็ถือว่ายังอยู่ในโหมดที่ โตเราก็โอเค  

สำหรับในปี 2564 เราตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20-30% เพราะจากประสบการณ์การบริหารงานอย่างมืออาชีพ เรามีการตั้งรับที่ดีขึ้นลูกค้าเองก็มีการตั้งรับที่ดีขึ้น ทำให้เกิดการปรับตัวในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย

ปัจจัยในการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ MOTIF ก็เกิดจากการจัดการ Stock Management  ซึ่งถือเป็นคีย์ใหญ่ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ กลยุทธการจัดการนี้เกิดจากถ้าเรามีของแบบที่ลูกค้าต้องการในจำนวนที่เหมาะสม ก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในเรื่องของเวลาและไม่มี stock คงค้างมากเกินไป ยกตัวอย่างก่อนจะเกิดสถานการณ์ โควิด19 ต้องใช้เวลารอการสั่งถึง 3 เดือน ต่อมากลายเป็น 4 เดือน พอเจอ      โควิด 19 กลายเป็น 6 เดือน การรอสินค้าสั่งใหม่ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ของเริ่มช้าเราก็เริ่มปรับเรื่อง Stock Management  มาเรื่อยๆ 

นายอัครรัฐ ยังเผยถึงกลยุทธทางการตลาดในปี 2564 เพิ่มเติมว่า “ในปี 2564 ผลพวงของโควิด19 ทำให้เราได้สร้างประสบการณ์ใหม่ ให้กับลูกค้า ด้วยการเปิดตลาดเฟอร์นิเจอร์กับเนเธอร์แลนด์  ซึ่งจริงๆ ใน 5 ปีที่ผ่านมา  “Dutch Design” เป็นงานดีไซน์ที่ โตมากและราคาไม่ได้ถูกไปกว่าของอิตาลีเลย ที่สำคัญเขามองว่า เขาเป็นหนึ่งในผลงานออกแบบที่ โดดเด่นและมีเอกลักษณ์มากที่สุด ทุกคนในประเทศเขาใช้ของดีไซน์  ซึ่งเขาเรียกดีไซน์ของเขาว่า  “Dutch Design” ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ชั ดเจน เราก็เลยเปิดตลาดกับเขาด้วย 5 แบรนด์ดังของ  Ducth Design ซึ่งได้ติดต่อไว้ในช่วงโควิด19 ปีที่แล้ว ของมีเริ่มมาถึงบ้างแล้วเมื่อปลายปี 2563 คาดว่าสิ้นเดือนนี้น่าจะทยอยมาครบทุกแบรนด์ และจะได้เปิดตัวคอนเซปต์ “Dutch Design” พร้อมกัน  

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์โฮมออฟฟิศก็ยังคงเดินหน้าตอบโจทย์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเราขยายไลน์คอลเลคชั่นในส่วนของโฮมออฟฟิศให้มีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเทรนด์ work from home ยังคงมาแรงมากในปี 2021 นี้และมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า  



และอีกคอนเซปต์ที่เราโฟกัสมากในปี 2021คือ Fashion For Home “สำหรับคอนเซปต์  fashion for home ก็จะมี Paul Smith for Anglepoise Lamp, Fendi Casa, Versace Home  และ Missoni Home  เรามี 4 แบรนด์ ที่เป็นแฟชั่นแบรนด์  ก็เลยจะรวมเป็นคอนเซปต์  fashion for home   ซึ่งทั้ง 4 แบรนด์มีกลุ่มสินค้า home accessory เยอะลูกค้าสามารถซื้อไปตกแต่ง เพิ่มสีสันกับฟังก์ชั่นให้พื้นที่ได้ เรามองว่า home accessory เป็นกลุ่มสินค้าที่ทำรายได้สูงให้กับ MOTIF และยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตสร้างยอดขายสูงสุด”  โดยในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา home accessory เป็นกลุ่มสินค้าในโมทีฟ ที่มีเปอร์เซนต์การเติบโตของยอดขายสูงสุดอีกด้วย

ไม่เพียงแต่นำเข้า “Dutch Design” มาเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า นายอัครรัฐ เผยว่า  ปีนี้ MOTIF ยังจัดหนักเสริมทัพการตลาดด้านออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ช้อปสะดวกยิ่งขึ้น “รูปแบบการขายทางออนไลน์ เราจะรุกมากขึ้น ตอนนี้เรามีทีม Consult มาคอยดูแลเรื่อง Social Media โดยเฉพาะ ก็ต้องยอมรับว่า Social Media เป็นการทำตลาดในสื่อออนไลน์ที่ สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็น  Instagram, Facebook,  Youtube, Line@, หรือแม้แต่  Pinterest  เราก็ค่อยๆ ปรับไปทั้งหมด  

ที่ผ่านมาเราคิดว่าปิดดีลออนไลน์เป็นสิ่งที่ยาก เพราะการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ ต้องมีการได้ทดลอง จับ สัมผัส เกิดขึ้น ฉะนั้นระบบออนไลน์ของเราจึงทำเป็นสไตล์ Omni Channel เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงสินค้ามากที่สุด ซึ่งก็ต้องดูแนวโน้มว่าเขาสนใจในสินค้าเราจากรูป หรืออะไร สำหรับรูปเราก็พยายามให้รายละเอียดมากเท่าที่จะมากได้ เรามีทีมงานที่ support ลูกค้าตลอดเวลา อย่างเช่น ลูกค้าต้องการรูปในมุมไหนเยอะๆ ก็สามารถถ่ายให้ได้เลย ช่วยให้เขา make decision ได้ง่ายขึ้น  และเราก็ยังมีเซอร์วิสที่ต่อยอดจากที่เคยมีอยู่แล้ว คือการนำของไปให้ลูกค้าดูที่บ้าน อยากดูอะไร ยกไปให้ดูที่บ้านได้เลย หรือในช่วง โควิด 19 ไม่สะดวกให้พนักงานยกของไปให้ดู ที่บ้าน  ก็อาจจะนัดไปดูนอกสถานที่หรือตึกที่เรามีอยู่ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้เรายังมีการโปรโมท home accessory ชิ้นเล็กมากขึ้น ประกอบกับในช่วงก่อนโควิด  19 เราได้เซ็นสัญญากับเมืองนอกไปแล้ว ว่าเราจะเปิดตัวคอลเลคชั่นของ Missoni Home  และ Versace Home ซึ่งของก็มาในช่วงโควิด19  พอดี เราจึงตัดสินใจเปิดตัวผ่านช่องทางออนไลน์ ก็ได้รับความสนใจลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อเยอะหรือแม้กระทั้งว่า ลูกค้าบางท่านมีแก๊งค์ก๊วนที่ซื้อของกับทางร้านเราอยู่แล้ว พอจะซื้อของให้เพื่อน ก็จะมาบอกทางเราว่าเพื่อนคนนั้นซื้อของอะไรที่ร้านเราไปบ้าง แล้วให้เราเป็นตัวแทนเลือกของที่เข้ากับชุดที่ซื้อไปแล้วพร้อมส่งให้ก็มี นับเป็นความสำเร็จหนึ่งของการทำ Branding นั่นคือเราอยากให้ลูกค้าภูมิ ใจที่ใช้ของเรา  ซื้อของร้าน MOTIF แล้วบอกต่อเพื่อนว่าซื้อของร้าน MOTIF อย่างภาคภูมิใจ”              

ที่สำคัญในปีนี้ MOTIF  ยังต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการสร้างปรากฎการณ์การรับรู้ ใหม่ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเนรมิตมุมต่างๆ  ภายในโชว์รูมให้มีกลุ่มสินค้า home accessory อยู่ในทุกมุม พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าให้เลือกง่ายขึ้น  เพื่อประหยัดเวลาช้อป  รวมถึงใส่ใจในมาตรการรักษาความสะอาดตลอดเวลา ไม่ว่าลูกค้าจะมาเลือกซื้อสินค้าเพื่อนำไปตกแต่งบ้าน หรือ มอบเป็นของขวัญ  มองไปมุมไหนก็คงประทับใจ และอยากจับจองไปหมด เพราะ MOTIF ตอบโจทย์ครบจบความสุขในที่เดียว    

Powered by MakeWebEasy.com